ยินดีต้อนรับเข้าสู่
ผลิตภัณฑ์และบริการ

เชื้อเพลิงอุตสาหกรรม


" เชื้อเพลิงอุตสาหกรรม

  มั่นใจในมาตรฐาน บริการเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมไทย "

 

 มั่นใจในมาตรฐาน บริการเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมไทย

     PTTOR เป็นผู้นำในการให้บริการผลิตภัณฑ์มากมายเพื่อการอุตสาหกรรมพร้อมผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำในการบำรุงรักษาอุปกรณ์และการเลือกใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ



1. น้ำมันเตาชนิดที่ 1 หรือเตา A หรือ เตา 600 (Fuel oil 600, 2%sulphur)
    เป็นน้ำมันเตาที่มีคุณภาพสูง มีความหนืดต่ำ ทำให้สะดวกในการใช้งาน เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็กและธุรกิจอื่นๆ เช่น โรงแรมหรือ โรงพยาบาล ในเขตชุมชน ฯลฯ เป็นต้น เนื่องจาก สามารถเผาไหม้ได้สมบูรณ์ และมีเขม่าต่ำ

2. น้ำมันเตาชนิดที่ 2 หรือเตา C หรือ เตา 1500 (Fuel oil 1500, 2%sulphur)
    เป็นน้ำมันเตาที่มีความหนืดปานกลาง เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและใหญ่ ที่มีระบบการเผาไหม้และเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเป็นเชื้อเพลิงที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากที่สุด และมีราคาจำหน่ายต่ำกว่าน้ำมันเตาชนิดที่ 1 (เตา A)

3. น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (High Speed Diesel และน้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel: B5) 
    เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งมีความเร็วรอบสูงกว่า 1,000 รอบต่อนาที เช่น รถขนส่ง รถบรรทุก รถไฟ และรถปิกอัพ รวมถึงการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น Boiler หรือ Direct Burn (เผาตรง)

4. ก๊าซหุงต้ม (Liquefied petroleum gas) สำหรับภาคอุตสาหกรรม
    สำหรับภาคอุตสาหกรรมเป็นก๊าซเหลวภายใต้ความดัน ซึ่งประกอบด้วยโพรเพนและบิวเทนผสมกันอยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะ ผลิตได้จากกระบวนการกลั่นแยกก๊าซธรรมชาติจากโรงแยกก๊าซฯ หรือจากกระบวนการกลั่นน้ำมันในโรงกลั่นผลิตภัณฑ์ก๊าซหุงต้มของ PTTOR เป็นก๊าซหุงต้มที่มีคุณภาพสูง สะอาด เนื่องจากมีสัดส่วนของโพรเพน (C3) สูงมากกว่าบริษัทอื่น ซึ่งไม่ก่อให้เกิดมลภาวะและสิ่งสกปรกกับชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่างๆ ของเครื่องจักร เนื่องจากเป็นก๊าซหุงต้มที่ได้จากกระบวนการกลั่นจากโรงแยกก๊าซฯ เป็นหลัก

5. ก๊าซโพรเพน (Propane gas)
    เป็นก๊าซที่ได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ใช้ในกระบวนการเผาไหม้ที่ต้องการความร้อนสูงและควบคุมค่าความร้อนได้คงที่ตัวอย่างเช่น การใช้ในโรงงานผลิตหลอดภาพโทรทัศน์ เป็นต้น 

6. น้ำมันหล่อลื่นยานยนต์ (Automotive lubricants)

7. น้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรม (Industrial lubricants)

8. น้ำมันหล่อลื่นชนิดพิเศษ (Special lubricants)

9. ผลิตภัณฑ์พิเศษ (Special Products)
   
9.1 ยางมะตอย (Asphalt) 

   ยางมะตอย คือสารผสมซึ่งประกอบด้วยไฮโดรคาร์บอนหลายชนิดและสารอินทรีย์อื่นๆ เรียกรวมว่าสารบิทูเมน ลักษณะเป็นของเหลวข้นหรือเป็นกึ่งของแข็ง สีน้ำตาลเข้มถึงสีดำยางมะตอยเป็นผลิตภัณฑ์ส่วนที่หนักที่สุดที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ

คุณสมบัติที่สำคัญของยางมะตอย

(1.) เป็นตัวยึดและประสาน  : ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมวัสดุต่างๆ ให้ติดกัน เช่นการผสมยางมะตอยกับหินย่อยเพื่อใช้ทำผิวจราจรต่างๆ เป็นต้น

(2.) ป้องกันการซึมผ่าน  :  ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้น้ำซึมผ่าน เมื่อวัสดุ เมื่อวัสดุที่เคลือบยางมะตอยแล้วน้ำจะซึมผ่านยาก

(3.) เป็นของแข็งกึ่งเหลวตามอุณหภูมิ  :  ยางมะตอยจะแข็งตัวเมื่อถูกความเย็น และอ่อนตัวเมื่อถูกความร้อนคุณสมบัตินี้เรียกว่า Thermoplastic ทำให้สะดวกในการใช้งานและขนถ่ายได้ง่าย เช่นการทำถนน เมื่อให้ความร้อนยางมะตอยจะเหลว  สามารถผสมกับวัสดุต่างๆได้ละเมื่อราดยางแล้วทิ้งไว้ให้เย็นจะแข็งตัวทำให้ถนนมีความแข็งแรง

(4.) ทนกรดและด่างอ่อนๆ : ทำให้ยางมะตอยทนทานต่อการใช้งานทุกสภาพ


ยางมะตอยประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ 3 ส่วน คือ
(1.) แอสฟัลทีนส์ (Asphaltenes)
   มีลักษณะเป็นผงสีน้ำตาลถึงดำ เมื่อถูกความร้อนสูงจะไม่หลอมเหลว แต่จะเกิดการลุกติดไฟ

(2.) แอสฟัลติกเรซินส์ (Asphaltic Resins)
   เป็นส่วนที่หุ้มแอสฟัลทีนส์ไว้ มีลักษณะแข็ง เปราะ สีน้ำตาลแก่ สามารถบดเป็นผงละเอียดได้ และหลอมเหลวที่อุณหภูมิประมาณ 100 องศาเซลเซียส

(3.) ส่วนประกอบที่เป็นของเหลว (Oily Constituents) 
   มีสีน้ำตาลเข้มจนถึงน้ำตาลปนแดง เป็นของเหลวข้นที่เหมืนน้ำมันหล่อลื่น


การแบ่งประเภทของแอสฟัลต์

ยางมะตอยที่ใช้ในการก่อสร้างผิวจราจรมี 3 ชนิด คือ

(1.) แอสฟัลต์ซีเมนต์ (Asphalt Cement, AC) 
   แอสฟัลต์ซีเมนต์มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลวที่อุณหภูมิปกติ มีสีดำหรือน้ำตาลปนดำเมื่อใช้งานจะต้องให้ความร้อนให้เหลวที่อุณหภูมิ 100-140 
องศาเซลเซียส แบ่งได้ 3 ชนิด ตามการผลิต คือ

• Penetration Grade ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบโดยตรง

• Blown Grade ได้จากการเอายางมะตอยชนิดแรกไปเป่าลมใส่ที่อุณหภูมิสูงประมาณ 250-300 องศาเซลเซียส
  เพื่อทำให้แข็งแรงและทนความร้อนได้ดีขึ้น

• Hard Grade ได้จากการเอายางมะตอยชนิดแรกไปกลั่นต่อภายใต้สุญญากาศที่อุณหภูมิสูงเพื่อทำให้ได้ยางมะตอยที่มีความแข็งมากขึ้น

(2.) ยางมะตอยน้ำ (Asphalt Emulsion)
   ผลิตโดยการนำแอสฟัลต์ซีเมนต์มาผสมกับน้ำและทำให้แตกเป็นอนุภาคเล็กๆ โดยใช้สารเคมีจำพวกEmulsifier 
เติมลงไปเพื่อให้อนุภาคกระจายตัวและคงสภาพเป็นสาร Emulsion ซึ่งเมื่อใช้พ่นบนผิวถนนแล้วน้ำจะระเหยไป เหลือแต่แอสฟัลต์ซีเมนต์
ทำหน้าที่เคลือบผิว ใช้สำหรับงานสร้างทาง เช่น Prime Coat, Tack Coat แบ่งได้ 3 ประเภทตามการแยกตัว ได้แก่

• ประเภทแยกตัวเร็ว ได้แก่ CRS-1 และ CRS-2

• ประเภทแยกตัวเร็วปานกลาง ได้แก่ CMS-2 และ CMS-2h

• ประเภทแยกตัวช้า ได้แก่ CSS-1 และ CSS-1h

(3.) แอสฟัลต์คัทแบค (Cutback Asphalt)
   ได้จากการผสมแอสฟัลต์ซีเมนต์กับตัวทำละลายประเภทน้ำมันต่าง ๆ ที่เรียกว่า Diluent หรือ Cutter Stock เช่น แนฟทา น้ำมันก๊าดและดีเซล
แอสฟัลต์ชนิดนี้มีลักษณะเหลวในอุณหภูมิห้อง การใช้งานหลังการบดอัดและทิ้งไว้ให้ตัวทำละลายระเหยไป จะเหลือแต่ตัวแอสฟัลต์ซีเมนต์
แบ่งได้ 3 ประเภทตามชนิดตัวทำลาย คือ

• ชนิดแข็งตัวเร็ว (Rapid Curing, RC) ประกอบด้วยแอสฟัลต์ซีเมนต์ กับตัวทำลายที่ระเหยเร็ว ได้แก่ น้ำมันเบนซิน หรือแนฟทา

• แข็งตัวปานกลาง (Medium Curing, MC) ประกอบด้วย แอสฟัลต์ซีเมนต์กับตัวทำละลายที่ระเหยเร็วปานกลาง ได้แก่ น้ำมันก๊าด

• แข็งตัวช้า (Slow Curing, SC) ประกอบด้วย แอสฟัลต์ซีเมนต์กับตัวทำละลายที่ระเหยช้า ได้แก่ น้ำมันดีเซล บางครั้งเรียก
  โรดออยล์ (Road Oil) ซึ่งไม่มีการใช้ในประเทศไทย

9.2 คอนเดนเสท (Condensate)

9.3 น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (Base Oil)

       เป็นวัตถุดิบสำหรับนำใช้ในกระบวนการผลิตน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งปัจจุบัน PTTOR Group เป็นผู้ผลิต Base Oil รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

9.4 กำมะถัน (Sulphur)

10. Ammonia

 ลักษณะทางกายภาพของแอมโมเนียแอนไฮดรัส

• NH3 (Ammonia Anhydrous)
  (แอมโมเนีย : น้ำ = 99.5% : 0.5%)

• CAS Number 7664-41-7  
  (หมายเลขขึ้นทะเบียนของสารเคมี Chemical Abstracts Service Registry Number)

• UN No. 1005
  (หมายเลขอ้างอิงสารเคมี ตามข้อกำหนดองค์กรสหประชาชาติ United Nations Number)

• ไม่มีสี แต่มีกลิ่นฉุนรุนแรง

• เป็นด่างเข้มข้น PH = 11.6

• สามารถเก็บในสถานะของเหลวได้เมื่อ
- บรรจุภายใต้ความดัน 114 psi อุณหภูมิ 20 oC
- บรรจุภายใต้ความดันบรรยากาศ อุณหภูมิ -33 oC  

• ละลายน้ำได้ดี



คุณสมบัติ และ ค่าที่ได้


จุดหลอมเหลว / จุดเยือกแข็ง

-77 oC

จุดเดือด

-33 oC-

อุณหภูมิจุดติดไฟได้เอง

677 oC

LEL – UEL
(Lower – Upper Explosive Limit)

16% - 25%

ความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity)

0.68

ความหนาแน่น (Density)

0.58

ความดันไอ (Pressure @ 20oC)

114 psi

อัตราการขยายตัว ของเหลว:ก๊าซ
(Liquid : Gas Expansion)

1 : 850


อันตรายของแอมโมเนียแอนไฮดรัส

• ทำให้ผิวหนังไหม้อย่างรุนแรง (cold burn) ระคายเคืองตา น้ำตาไหล ตาบวม หรือตาบอดได้

• เป็นอันตรายเมื่อกลืนกิน หายใจ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง

• เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในน้ำ


การใช้งานและจัดเก็บ (Handling & Storage)

1. การใช้งานและจัดเก็บของถังเก็บและจ่ายแอมโมเนีย (Storage Tank)

• ถังเพื่อการจัดเก็บแอมโมเนีย ต้องเป็นถังที่ได้มาตรฐาน

• ระยะปลอดภัยของเก็บแอมโมเนีย (Safety Distance) เป็นไปตามมาตรฐาน ANSI K61.1

• ควบคุมการจัดเก็บแอมโมเนียภายในถังเก็บ ปริมาณไม่เกิน 85% ของความจุถัง

• ควบคุมความดันภายในถัง ไม่เกินความดันใช้งานถัง และใช้อุปกรณ์ประจำถังที่ได้มาตรฐาน

• จัดให้มีการตรวจสอบและทดสอบถังตามวาระ และทำการซ่อมบำรุงเมื่อพบข้อบกพร่อง

• ควรเปลี่ยนอุปกรณ์ความปลอดภัยตามวาระ เช่น Safety Relief Valve เป็นต้น

• ท่อเพื่อการขนถ่ายแอมโมเนีย ควรมีสัญลักษณ์ หรือข้อความระบุว่าเป็นท่อแอมโมเนีย และจัดทำลูกศรแสดงทิศทางการไหล


Safety Distance

ที่มา : อ้างอิงข้อมูลจาก มาตรฐาน ANSI K61.1 (American National Standards Institute)


2. การใช้งานและจัดเก็บของท่อบรรจุแอมโมเนีย (Cylinder)
   
การใช้งานและจัดเก็บ ท่อบรรจุแอมโมเนีย ต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัย

• ห้ามนำท่อบรรจุแอมโมเนีย ที่รั่วซึมกลับมาใช้งานอีก

• ท่อบรรจุแอมโมเนีย ควรมีฝาครอบไว้ตลอดเวลา

• ระวังอย่าให้ท่อบรรจุแอมโมเนีย ได้รับแรงกระแทกหรือตกอย่างรุนแรง

• ห้ามทำเครื่องหมายใดๆ บนท่อบรรจุแอมโมเนีย

• ห้ามให้ความร้อนกับท่อบรรจุแอมโมเนียโดยตรง

• ใส่วาล์วกันกลับระหว่างท่อบรรจุ กับระบบในกระบวนการผลิต เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับเข้าท่อบรรจุแอมโมเนีย

• การบำรุงรักษา กรณีชำรุด ห้ามซ่อมแซมเอง ต้องส่งคืนผู้จำหน่ายทันที



การจัดเก็บ ท่อบรรจุแอมโมเนีย (Cylinder)

• จัดเก็บในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี

• ห้ามวางในบริเวณที่เปียก หรือมีความชื้นมาก เพื่อป้องกันการกัดกร่อน

• จัดเก็บห่างจากแหล่งความร้อน ประกายไฟ

• วางตั้งตรง ควรมีโซ่คล้อง หรือมีคอกกั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ล้ม หรือกระแทกกัน

• ห้ามนำสารชนิดอื่นมาเก็บรวมกับท่อบรรจุแอมโมเนีย

• ห้ามเก็บท่อบรรจุแอมโมเนีย ใกล้กับช่องลิฟท์ หรือระบบระบายอากาศของอาคาร

• ควรจัดพื้นที่ว่างสำหรับทางเดิน เพื่อเข้าดำเนินการขนย้าย

• ท่อบรรจุแอมโมเนียที่ใช้หมดแล้ว ให้แยกออกจากท่อบรรจุที่มีแอมโมเนีย เพื่อป้องกันการสับสนกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

• บริเวณที่มีการจัดเก็บท่อบรรจุแอมโมเนีย ควรมี Ammonia Gas Detector ที่ผ่านการสอบเทียบความถูกต้องแล้ว

• พนักงานที่เกี่ยวข้อง ควรได้รับการฝึกอบรม

• การจัดเก็บให้เป็นไปตามประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง คู่มือการเก็บรักษาสารเคมีและวัตถุอันตราย พ.ศ.2550

• การจัดวางท่อบรรจุแอมโมเนีย ควรมีสัญลักษณ์และป้ายเตือนแสดงความเป็นอันตราย


3. การใช้งานและจัดเก็บของถังติดตรึงกับตัวรถ

• การตรวจสอบความถูกต้องของรถขนส่งแอมโมเนีย

- แท๊งค์สำหรับการขนส่ง ต้องขึ้นและติดตั้งทะเบียนแท็งค์  รหัสแท็งค์  PxBH(M) ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การขนส่งวัตถุอันตรายทางบก พ.ศ.2546
- ต้องติดสัญลักษณ์แสดงความเป็นอันตราย ตามมาตรฐานสหประชาชาติ และประกาศมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย เรื่อง การขนส่งวัตถุอันตรายทางบก พ.ศ.2545 หัวข้อ 7.1 ป้าย

- รถขนส่งต้องติดเครื่องหมายสีส้มสะท้อนแสง แสดงรหัสความเป็นอันตราย(Hazard Identification Number) 268 – หมายถึง ก๊าซพิษกัดกร่อน

- หมายเลขสหประชาชาติ (UN Number) 1005 – UN No.ของแอมโมเนีย

• การตรวจสอบความถูกต้องแท็งค์ติดตรึงก่อนการใช้งาน

- ต้องทราบขนาดแท็งค์ติดตรึง เพื่อป้องกันการบรรจุเกินขนาด
- แท็งค์ติดตรึงต้องได้รับการขึ้นทะเบียน แท็งค์วัตถุอันตรายจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม และมีเอกสารยืนยันการตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด
  ตามกฎหมาย ทุก 3 ปี
- ตรวจสอบสภาพหน้าแปลน ข้อต่อ ท่อทาง ว่าอยู่ในสภาพบรรจุได้อย่างปลอดภัย

เอกสารอ้างอิง มาตรฐานและกฎหมาย (References)

• ในปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ควบคุม การออกแบบ, ทดสอบ และใช้งานถังเก็บก๊าซแอมโมเนียอย่างเป็นทางการ
• การออกแบบ, ก่อสร้าง, ทดสอบ และใช้งานจึงอ้างอิงมาตรฐานสากลต่อไปนี้
1. ANSI K61.1 เป็นมาตรฐานที่กล่าวถึง ขั้นตอนการปฏิบัติงาน, ลักษณะเฉพาะของถัง, ลักษณะเฉพาะของอุปกรณ์ และการติดตั้งถัง ที่ใช้ในการเก็บและจ่ายแอมโมเนีย
2. ASME SEC8 DIV1 1998 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในการออกแบบ, ก่อสร้าง และทดสอบภาชนะแรงดัน



 11. CNG


แหล่ง Supply CNG  สำหรับลูกค้าภาคอุตสาหกรรม

กระบวนการผลิตและใช้ CNG ในภาคอุตสาหกรรม

การเปลี่ยนแปลงที่ลูกค้า

1) การติดตั้ง CNG Station ที่โรงงาน ซึ่งประกอบด้วย
• Metering
• Pressure Reducing Unit
• Buffer Tank
2) การ Modify ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิง รวมถึง Boiler
3) การ Modify ระบบ Piping Work
4) งานฐานรากเพื่อรองรับสถานีและพื้นที่โดยรอบ

พื้นที่สำหรับการสร้างสถานี



ภาพรวมอุปกรณ์



สถานีรับ CNG


อุปกรณ์รับก๊าซ CNG


อุปกรณ์วัดปริมาณ


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
อ้างอิง : ประกาศกระทรวงพลังงาน

เรื่อง หลักเกณฑ์และมาตรฐานความปลอดภัยสถานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2550
 ถังเก็บและจ่ายก๊าซ
- 6 เมตรจากเขตสาธารณะ อาคารและสถานที่ใช้ก๊าซ
- 12 เมตรจากถังเก็บ LPG
- 6 เมตรจากแนวสายไฟฟ้าแรงสูง
- มีรั้วเหล็กโปร่งโดยรอบสูงมากกว่า 1.8 เมตร


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์กรุณาติดต่อ: ส่วนขายอุตสาหกรรมโทรศัพท์ 02-537-2321-25 โทรสาร 02-537-2323


การบริการลูกค้า

การบริหารการจัดส่ง

   เนื่องด้วยภารกิจในการสำรองพลังงานแห่งชาติ PTTOR ได้ก่อสร้างคลังน้ำมันต่างๆทั่วประเทศ ทำให้ PTTOR มีความพร้อมในด้านการสำรองพลังงานและด้านจัดส่งน้ำมันให้แก่ลูกค้าได้ทั่วประเทศ ซึ่งหากเกิดเหตุขัดข้อง ณ คลังหนึ่งคลังใด หรือจุดจ่ายน้ำมันใดๆ คลังน้ำมันอื่นๆของPTTOR สามารถดำเนินการจัดส่งทดแทนได้ทันทีไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้า PTTOR


การขนส่งที่มีคุณภาพและตรงต่อเวลา

   ด้วยการยึดถือหลักการที่ว่า ลูกค้าจะต้องได้รับผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพ ถูกต้อง ครบถ้วนและตรงต่อเวลา PTTOR จึงได้ติดตั้งระบบรับ-ส่งสัญญาณดาวเทียมบนรถบรรทุกผลิตภัณฑ์เพื่อที่จะตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง โดยมีการรายงานผลตลอดเวลา รวมทั้งติดตั้งระบบ Track-co Graph เพื่อช่วยตรวจสอบความเร็วและเวลาที่ใช้ในการขนส่งอีกด้วย 


การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

   PTTOR มีหน่วยงานส่วนควบคุมคุณภาพและห้องทดลองที่ได้รับรองมาตรฐาน ISO/IEC Guide 25 ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันให้ถูกต้องตามข้อกำหนด คุณภาพของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งในช่วงก่อนรับน้ำมันเข้าเก็บในคลังน้ำมันของ PTTOR และในช่วงก่อนที่น้ำมันจะถูกส่งจำหน่ายให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้ PTTOR ยังได้ออกสุ่มตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน ทั้งที่คลังน้ำมันของ PTTOR และที่โรงงานของลูกค้า รวมทั้งรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพให้ลูกค้า เพื่อรับประกันในคุณภาพการใช้งานตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของ PTTOR


การบริการเสริมสร้างความรู้ในผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยในการใช้งาน

   PTTOR ให้บริการ จัดอบรม/สัมมนา เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และการบำรุงรักษาเครื่องจักรอุปกรณ์ โดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประโยชน์ในการเลือกใช้งานและเพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ผู้ใช้ รวมทั้งทรัพย์สินของส่วนรวม ตลอดจนนำเยี่ยมชมกิจการของโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซธรรมชาติเพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนการผลิตและมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ 


การบริการตรวจวัดประสิทธิภาพหม้อต้มไอน้ำ

   PTTOR ได้จัดทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญออกตรวจวัดประสิทธิภาพของหม้อต้มไอน้ำพร้อมรายงานผลการตรวจสอบ ตลอดจนข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น การประหยัดพลังงาน การยืดอายุใช้งานของเครื่องจักร การรักษาสิ่งแวดล้อม และการป้องกันปัญหามลภาวะทางอากาศจากไอเสียที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบรูณ์ 


การบริการให้คำปรึกษาในการก่อสร้างหรือปรับปรุงอุปกรณ์

   ด้วยความเชี่ยวชาญในการออกแบบและก่อสร้างอุปกรณ์เพื่อเก็บผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง PTTOR ยินดีให้คำปรึกษาในการดำเนินการออกแบบก่อสร้างตลอดจนการปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่หรืออุปกรณ์เก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมให้แก่ลูกค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนี้รวมถึงการให้คำแนะนำในการดำเนินการขอเอกสารใบอนุญาตการกักเก็บผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงตามข้อบังคับของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน 


การบริการเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในงานด้านต่างๆ

เพื่อปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มผลผลิตของผลิตภัณฑ์ภาคอุตสาหกรรมในมิติต่างๆ PTTOR พร้อมให้บริการ เช่น 

1. ให้การอบรม 5ส., คิวชี เพิ่มเพิ่มผลผลิตการทำงาน โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ

2. มีสถาบันวิจัยและเทคโนโลยี PTTOR ที่มีขีดความสามารถสูงเฉพาะทางในสาขาปิโตรเลียม โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่ทันสมัยเป็นหนึ่งใน

3. การให้คำแนะนำในการประหยัดพลังงานในส่วนภาคอุตสาหกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญ

4. การให้คำแนะนำในการประหยัดพลังงานในส่วนภาคอุตสาหกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์
กรุณาติดต่อ: ส่วนขายอุตสาหกรรม
โทรศัพท์ 02-537-2321-25 โทรสาร 02-537-2323