
ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนับเป็นหนึ่งในประเด็นท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างรอบด้านต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาทางเศรษฐกิจทั่วโลก ทั้งยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากรายงานความเสี่ยงโลกประจำปี พ.ศ. 2568 (Global Risks Report 2025) จัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ระบุว่า ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงระดับโลกที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นและส่งผลกระทบสูงที่สุด โดยในระยะสั้นภายใน 2 ปีข้างหน้า “เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว” ถูกจัดเป็นความเสี่ยงลำดับที่ 2 และในระยะยาวภายใน 10 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงดังกล่าวได้รับการจัดอันดับเป็นลำดับที่ 1 ของความเสี่ยงโลกที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงที่สุด
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มงวด OR เผชิญทั้งแรงกดดันและโอกาสจากผู้บริโภค นักลงทุน และภาคการเงินที่ให้ความสำคัญต่อการลดก๊าซเรือนกระจก องค์กรมุ่งขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับพันธกรณีระดับโลก เช่น ความตกลงปารีสและเป้าหมาย NDC ของประเทศไทย ขณะเดียวกัน หากการดำเนินงานไม่บรรลุเป้าหมาย อาจเกิดผลกระทบเชิงลบ เช่น แรงกดดันจากตลาดทุน ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง
OR ตระหนักถึงผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่า จึงได้กำหนดเป้าหมายสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 พร้อมทั้งขับเคลื่อนทุกธุรกิจให้เป็นธุรกิจสีเขียว และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในระดับสากล ด้วยเหตุนี้ OR จึงได้ตระหนักถึงผลกระทบและจัดให้มีการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยผนวกเข้าเป็นหนึ่งในเป้าหมายระยะยาวขององค์กร OR 2030 Goals ในมิติ Healthy Environment โดย OR ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สอดคล้องกับมาตรฐานและหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทด้านความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) ครอบคลุมเสาหลัก 4 ประการ ได้แก่ การกำกับดูแล (Governance) กลยุทธ์ (Strategy) การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และตัวชี้วัดและเป้าหมาย (Metrics and Targets)
ตั้งแต่การแต่งตั้งหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การกำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินการ การประเมินความเสี่ยงและการบริหารจัดการความเสี่ยง ตลอดจนการตั้งเป้าหมายและการกำหนดตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง

โครงสร้าง | บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ | ความถี่ |
|
คณะกรรมการ (OR Board of Directors) |
| รายไตรมาส | |
คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาที่ยั่งยืน (OR CGS) |
| รายไตรมาส | |
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงองค์กร (OR ERMC) |
| รายไตรมาส | |
คณะกรรมการจัดการ (ORMC) |
| ตามความเหมาะสม | |
| คณะกรรมการบริหารความร่วมมือสู่การดำเนินธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน (OR SD Committee) |
| รายไตรมาส | |
คณะทำงาน (คณะทำงานจัดการพลังงาน, คณะทำงานการลดการปล่อยคาร์บอน, คณะทำงานการดำเนินธุรกิจตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน) |
| รายไตรมาส หรือ ตามความเหมาะสม |
เพื่อมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจของ OR ตามเป้าหมายการมุ่งสู่ความเป็นกลางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2573 และ การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 OR ได้พิจารณาตั้งเป้าหมายโดยอ้างอิงแนวทางตามหลักการกำหนดเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์หรือ SBTi (Science Based Target initiative: SBTi) และกำหนดกลยุทธ์ตามหลัก 3Rs Climate Strategy ในการดำเนินงาน ได้แก่
ทั้งนี้ OR มีการกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผนวกเข้ากับตัวชี้วัดผลการดำเนินงานขององค์กร (Corporate KPI) และมีการติดตาม วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงและรายงานผลต่อกลุ่ม ปตท. อย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ OR ยังมีแนวทางการบริหารจัดการคู่ค้าและลูกค้า ซึ่งใช้สำหรับการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Upstream & Downstream Management) ผ่านแนวทางการบริหารจัดการโดยมีรายละเอียดดังนี้
OR ตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อองค์กร เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภครวมทั้งการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาทิ ภาษีคาร์บอน ด้วยเหตุดังกล่าว OR จึงบูรณาการความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับการบริหารจัดการความเสี่ยงระดับองค์กรเพื่อประเมินระดับผลกระทบและจัดหาแนวทางป้องกันหรือบรรเทาความเสี่ยงและการแสวงหาโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมหรือกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ OR จึงกำหนดแนวทางเพื่อรองรับความเสี่ยงหรือโอกาสที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการศึกษาข้อกำหนด กฎหมายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในประเทศไทยและต่างประเทศ การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร และนวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นต้น
รายละเอียดสามารถดาวโหลดได้ในลิงก์ด้านล่าง Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD)
OR มีเป้าหมายในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ เพื่อมุ่งมั่นในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (GHG Emission Scope 1) และก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (GHG Emission Scope 2) ให้ได้ 1 ใน 3 จากการดำเนินธุรกิจเมื่อเทียบกับปี 2565 ภายในปี 2573 และมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593
ในการนี้ OR จึงได้จัดให้มีแผนงานเพื่อดำเนินการให้บรรลุได้ตามเป้าหมาย ดังต่อไปนี้
1. Reduce – ขยับสู่เป้าหมาย OR Net Zero จากการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเอง
2. Remove – ขจัดก๊าซเรีอนกระจกโดยสนับสนุนกิจกรรมการกักเก็บ
3. Reinforce – ขยายสัดส่วนธุรกิจและการลงทุนธุรกิจสีเขียวหรือคาร์บอนต่ำ
ทั้งนี้ OR มีการทบทวนเป้าหมายและแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามความเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางและนโยบายของกลุ่ม ปตท. รวมถึงกฎหมายของประเทศไทย โดยผ่านกระบวนการพิจารณาอนุมัติจากโครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ OR
OR มีความมุ่งมั่นในการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัท โดยมุ่งเน้นธุรกิจที่ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่นสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) (EV Charging Station) และโครงการพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ การปรับแผนการลงทุนถูกออกแบบให้สอดคล้องกับเป้าหมายการจำกัดภาวะโลกร้อนที่ 1.5°C ตาม ความตกลงปารีส (Paris Agreement)
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อแรงงาน ชุมชนท้องถิ่น และความหลากหลายทางชีวภาพ OR จึงได้จัดทำมาตรการเพื่อลดผลกระทบ เช่น การฝึกอบรมแรงงานเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ที่เหมาะสมกับธุรกิจในอนาคต การติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ดำเนินการ เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจจะไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนและระบบนิเวศโดยรอบ
นอกจากนี้ OR ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักการ Just Transition โดยจัดให้มีการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทั้งในระดับแรงงาน ชุมชน และคู่ค้า เพื่อนำข้อเสนอแนะมาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์และพัฒนาการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง
สำหรับสถานประกอบการ OR มีการดำเนินงานในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ บางโครงการมีการประเมิน EIA ซึ่งมีการประเมินในส่วนของชุมชนรอบสถานประกอบการ ได้แก่ โครงการท่าเทียบเรือน้ำมันและก๊าซของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จังหวัดสงขลา โครงการท่าเทียบเรือและคลังน้ำมันภูเก็ต โครงการระบบท่อขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างคลังปิโตรเลียมสุราษฎร์ธานี แห่งที่ 1 และแห่งที่ 2 โครงการท่าเทียบเรือขนถ่ายน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลวสุราษฎร์ธานี แห่งที่ 2 โครงการปรับปรุงท่าเทียบเรือขนถ่ายน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลว จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ โครงการ ท่าเทียบเรือของ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย โดย OR ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นร่วมกับชุมชนเพื่อหาข้อตกลง
นอกจากนี้ ก่อนการลงทุนในโครงการต่าง ๆ OR มีการประเมินด้านความยั่งยืนอย่างรอบด้าน (ESG Due Diligence) ซึ่งรวมด้านการกำกับดแล ด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม
โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมโครงการที่ดำเนินการร่วมกับพนักงานได้ที่ https://www.pttor.com/sustainability/social-dimension/workforce-development-and-well-being
โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมโครงการที่ดำเนินการร่วมกับชุมชนได้ที่ https://www.pttor.com/sustainability/social-dimension/community-development-and-social-collaboration
เป้าหมาย OR 2030 Goals มิติด้าน Healthy Environment นั้น OR มุ่งมั่นที่จะลดสัดส่วนการใช้พลังงานแบบดั้งเดิมลงให้ได้ 1 ใน 3 ภายในปี 2573 (เมื่อเทียบกับปีฐาน 2565) โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในสถานประกอบการ ดังนั้น OR จึงได้มีการจัดตั้งคณะทำงานการจัดการพลังงาน (Energy Task Force) ขึ้น เพื่อส่งเสริม สนับสนุน ขับเคลื่อน และแบ่งปันองค์ความรู้ เพื่อให้แผนการดำเนินงานด้านพลังงานของ OR บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้
OR ได้ดำเนินการทวนสอบการจัดการด้านพลังงานโดยผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภายนอก เพื่อระบุโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และจัดทำโครงการประหยัดพลังงานในสถานประกอบการของ OR เพื่อประเมินและติดตามความคืบหน้าในการลดการใช้พลังงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 ทั้งนี้แผนการดำเนินงาน ความคืบหน้า แผนงานในอนาคต และงบประมาณของโครงการต่าง ๆ นี้ จะถูกนำมาวิเคราะห์และรายงาน ต่อคณะทำงานการจัดการพลังงาน (Energy Task Force) เป็นประจำทุกไตรมาส ซึ่งในปี 2568 พื้นที่โรงซ่อมบำรุงถังก๊าซหุงต้มสงขลา สำนักงานพระโขนง กลุ่มโรงงานภายในศูนย์ธุรกิจไลฟ์สไตล์ OASYS ตัวอย่างการดำเนินงานเพื่อลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ได้แก่ การปรับปรุงระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติ (Building Automation System: BAS) ที่อาคารสำนักงานพระโขนง นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระบบทำน้ำเย็น (Chiller System) ในโรงงานภายใต้ศูนย์ธุรกิจไลฟ์สไตล์ OASYS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำความเย็นให้สอดคล้องกับความต้องการของกระบวนการผลิต
เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย OR 2030 Goals ตามเป้าหมาย Healthy Environment OR ขับเคลื่อนผลการดำเนินงานโดยการกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณ เพื่อบริหารจัดการด้านการประหยัดพลังงานหรือลดการใช้พลังงาน โดยใช้เป้าหมาย QSHE เป็นตัวขับเคลื่อน เช่น ความเข้มข้นของการใช้พลังงานในสถานประกอบการ เป็นต้น โดยเป้าหมายดังกล่าวมีการรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการ OR QSHE GMC เป็นประจำทุกไตรมาส
นอกจากนี้ OR ยังได้กำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงาน (KPI) ประจำปี โดยกำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานในรูปแบบ Conventional Fuel ของสถานประกอบการภายใน OR เพื่อติดตามผลการใช้พลังงานให้เป็นไปตามเป้า นอกจากนี้ OR ยังส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop และการใช้พลังงานหมุนเวียนในสถานประกอบการผ่านใบรับรองพลังงานหมุนเวียนเพื่ออ้างสิทธิ์การใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificate (REC) รวมถึงอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว หรือ Utility Green Tariff (UGT)
ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานสีเขียว ปัจจุบัน OR ใช้พลังงานทดแทนจาก Solar Panel และใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) ในสถานประกอบการ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
OASYS Lifestyle business center | PTT Station | Cafe’ Amazon | Petroleum Terminal/LPG Depot/Oil Depot | LPG Cylinder Refurbishing Plant | OR Academy | Lubricant Distribution Center | ||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
Solar Panel (MWp) | 3.880 | 9.942 | 0.481 | 3.755 | 1.076 | 0.223 | 0.281 | |
REC (MWh) | 11,278 | |||||||
ในปี 2568 OR ได้มีการติดตั้ง Solar Rooftop ในสถานประกอบการของ OR นับเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางสู่การใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานสีเขียว โดยโครงการนี้เพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งสะสม 19.638 MWp
นอกจากนี้ OR ยังร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. ผ่านคณะทำงาน PTT Group Net Zero Task Force หรือ G-NET และการทำงานร่วมกับกลุ่มคณะทำงานย่อย Asset Efficiency Improvement และ Clean Energy Management โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อน และค้นหา Decarbonization Initiative ใหม่ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ภายในกลุ่ม ปตท. โดยพิจารณาการลงทุนใหม่ ๆ ในนวัตกรรมหรือการวิจัยพัฒนาที่มุ่งเน้นการลดการใช้พลังงาน และพลังงานสะอาด
ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการพัฒนาการจัดการพลังงานผ่านโครงการและความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น ๆ เท่านั้น แต่ OR ยังมีการส่งเสริมและฝึกอบรมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการลดปริมาณการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีรายละเอียดดังนี้
OR มีพันธกิจในการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดย OR ได้รับการขึ้นทะเบียนโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน): Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization) หรือ TGO ซึ่งเป็นผู้ให้การขึ้นทะเบียนและรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ OR สามารถลดหรือกักเก็บได้ โดยในปี 2568 OR ได้มีการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ T-VER ดังนี้
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ผู้คนตระ หนักถึงความสำคัญโดยเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิตจากการใช้พลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) เป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคและเข้ามาแทนการใช้น้ำมัน
จากโอกาสของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า OR เล็งเห็นถึงโอกาสจึงได้ขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ EV Station PluZ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทั้งใน PTT Station และ PTT LPG Auto Station ครอบคลุมทั่วประเทศในทุกเส้นทางหลัก ชุมชน แหล่งท่องเที่ยว หรือพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร และอาคารสำนักงาน โดย ในปี 2568 มีการติดตั้งและเปิดให้บริการสถานีชาร์จ EV Station PluZ แล้วติดตั้งสะสมรวมทั้งหมด 1,349 แห่ง หรือ 2,413 หัวชาร์จ (DC Fast Charge) ครอบคลุมทั่วประเทศ
รวมถึงการขยายเครือข่ายสถานี EV Charging รูปแบบใหม่ เป็น EV Charging Hub เพิ่มเติมครอบคลุมเส้นทางหลักและพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ โดยปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 10 สาขาเช่น สาขาสีคิ้ว จ.นครราชสีมา สาขาขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร สาขาท่าแซะ จ.ชุมพร สาขาร่วมใจบริการ จ.บุรีรัมย์ สาขาบ้านไผ่ จ.ขอนแก่น สาขาวชิรบารมี จ.พิจิตร สาขาไชยา (ขาขึ้น) จ.สุราษฎร์ธานี สาขาสระบุรี จ.สระบุรี สาขาหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และสาขาแยกหาดจอมเทียน จ.ชลบุรี โดยพร้อมให้บริการด้วยหัวชาร์จ DCสูงสุดจำนวน 8 หัวด้วยความแรงสูงถึง 180 กิโลวัตต์
ในขณะเดียวกัน FIT Auto ซึ่งถือเป็นหนึ่งในธุรกิจของกลุ่ม Non-Oil Business ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายในรูปแบบ One-Stop-Service ได้มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่าน โดยปัจจุบัน FIT Auto มีศูนย์อบรมเชิงปฏิบัติการ FIT Auto Academy ณ สถาบันพัฒนาศักยภาพผู้นำและธุรกิจ (OR Academy) เพื่อพัฒนาทักษะช่างให้มีศักยภาพในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับการให้บริการซ่อมบำรุงตามระยะทาง (Light maintenance) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
เนื่องจาก OR ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานหลัก ดังนั้น OR จึงมุ่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในสถานประกอบการของ OR โดยกำหนดให้ติดตั้ง Solar Rooftop ที่สถานประกอบการ เช่น คลังปิโตรเลียม กลุ่มโรงงานภายในศูนย์ธุรกิจไลฟ์สไตล์ พื้นที่ PTT Station ร้าน Café Amazon และโรงงานซ่อมบำรุงถังก๊าซหุงต้ม และกลุ่มอาคารสำนักงาน ให้ได้ 20.04 MWp ภายในปี 2573 รวมถึงส่งเสริม ผลักดันโครงการประหยัดพลังงาน (Energy Efficiency) ต่าง ๆ ภายในสถานประกอบการของ OR
ไม่เพียงเท่านั้น OR ยังสนับสนุนและส่งเสริมให้คู่ค้า (Dealer) ของสถานีบริการ PTT Station รวมถึงลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้ติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นการช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3 GHG Emissions) อีกด้วย
โดย OR ยังได้ส่งเสริมกลไกการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นดำเนินการจัดหาพลังงานหมุนเวียนจากภายนอก ในรูปแบบใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate, REC) รวมถึงการใช้ไฟฟ้าสีเขียวผ่านโครงการ Utility Green Tariff (UGT) ของภาครัฐ เพื่อสนับสนุนและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนขององค์กร
หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ OR ได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรในการทำโครงการ ได้แก่
1. โครงการ OR ประหยัดไฟ 2568
OR ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในสถานที่ทำงานผ่านการสนับสนุนการให้ความรู้พนักงานเกี่ยวกับประหยัดไฟ โดยรณรงค์ให้บุคลากรถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งานและปิดไฟในช่วงพักกลางวันและหลังเลิกงาน เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าเกินความจำเป็นและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ส่งผลให้มีการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและปลอดภัยต่อการปฏิบัติงาน



2. การจัดอบรมมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล IFRS S1 และ IFRS S2 Sharing
หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้ทำความรู้จักกับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล IFRS S1 และ IFRS S2 โดยครอบคุลมทั้ง 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ ด้านการกำกับดูแล ด้านกลยุทธ์ ด้านการจัดการความเสี่ยง ด้านตัวชี้วัดและเป้าหมาย รวมไปถึงหลักการและข้อกำหนดสำคัญตลอดจนการนำมาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 มาใช้ในประเทศไทย อีกทั้งการเตรียมความพร้อมในการนำมาตรฐานไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้กับองค์กรและการเตรียมความพร้อม สร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่บุคลากรภายในองค์กรที่ต้องปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

3. การจัดอบรมปูพื้นฐานเรื่อง การจัดทำบัญชี การรายงานและการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขั้นต้นเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ
OR ดำเนินการจัดอบรมหลักสูตรปูพื้นฐานเรื่อง การจัดทำบัญชี การรายงานและการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขั้นต้นเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจในรูปแบบออนไลน์ ให้แก่ ผู้ค้า คู่ค้า ลูกค้า ผู้ให้บริการภาคการขนส่ง และพนักงานของ OR ที่มีสนใจ รวมทั้งสิ้น 119 คน จำนวน 2 รุ่น โดยหลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้ผู้เขารวมอบรมมีความรู้เบื้องต้นในการจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์องค์กรตามมาตรฐานสำคัญ ได้แก่ ISO 14064-1 และ GHG Protocol พร้อมทั้งแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียตลอดทั้งห่วงโซ่ของ OR สำหรับกฏหมายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
1. OR เป็นส่วนหนึ่งในองค์กรสมาชิกขององค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council For Sustainable Development)
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย รวมถึงการแสดงเจตนารมณ์ว่า OR มีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านความยั่งยืน มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี 2593
2. OR ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการประกาศเจตนารมณ์ เครือข่ายอนุรักษ์พลังงาน “Energy Beyond Standard 2025”
เพื่อเป็นการให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์พลังงานอย่างจริงจัง กระตุ้นให้เกิดกระแสความสนใจด้านอนุรักษ์พลังงานที่ในระยะยาวจะก่อให้เกิดเครือข่ายการให้คำปรึกษาหรือความช่วยเหลือเพื่อลดการใช้พลังงาน สามารถสร้างเวทีความร่วมมือด้านการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานภายในอาคาร โรงงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะทำให้เกิดผลการประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งยังช่วยขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อบรรลุสู่เป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero GHG Emission) ในปี พ.ศ.2608
3. OR เข้าร่วมเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN)
ในปี 2567 OR ได้เข้าร่วมเครือข่าย Thailand Carbon Neutral Network (TCNN) เป็นครั้งแรกเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการมีส่วนร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 ในฐานะผู้ริเริ่มการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Action Initiator) ภายใต้เครือข่าย Carbon Neutral Thailand Network
โดยในปี 2568 OR ได้เข้าร่วมงานงานเผยแพร่ความรู้ของเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) หัวข้อ “การคำนวณราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing: ICP)” ในฐานะวิทยากรผู้บรรยายเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากผู้แทนองค์กรในการใช้งาน ICP แก่สมาชิกเครือข่าย TCNN โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 50 ท่าน ซึ่งสอดรับกับเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนของ OR ที่สนับสนุนให้เกิดสังคมคาร์บอนต่ำตลอดจนมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)
