Highlight การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1. การขับเคลื่อนธุรกิจ

              การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังคงเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของภาคส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับประเทศไปจนถึงระดับสากล อันเนื่องมาจากผลกระทบที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประกอบกับความเข้มข้นของมาตรการต่าง ๆ ที่ถือกำเนิดขึ้น ตลอดจนแรงผลักดันในการสร้างความร่วมมือ เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก
              OR ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีความสำคัญทั้งต่อ OR และผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ในการนี้ OR จึงได้กำหนดกลยุทธ์ผ่านแนวคิด OR SDG (S – Small, D – Diversified, G – Green) หรือมีการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในแบบฉบับของ OR เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย OR 2030 Goals ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการสร้างโอกาสเพื่อสังคมสะอาด ส่งเสริมธุรกิจสีเขียว เพื่ออนาคตสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Green) โดยมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้เกิดสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ตลอดจนมุ่งสู่การบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการดำเนินธุรกิจ

ประเด็นนี้สำคัญกับองค์กรของเรา

          การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) ของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายองค์กร หรือ OR 2030 Goals หัวข้อ “Healthy Environment” ซึ่งหมายรวมถึงหัวข้อการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 เพื่อเป็นการเน้นย้ำให้แน่ใจว่าประเด็นดังกล่าว ผนวกเข้ากับการบริหารจัดการและมีการประเมินรวมถึงติดตามผลการดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ

โอกาสและความท้าทาย

          OR ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก เป็นบริษัท Flagship ของกลุ่ม ปตท. มุ่งแสวงหาโอกาสใหม่ในการดำเนินธุรกิจ คิดค้นและพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการ ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ สอดรับกับนโยบายของประเทศไทยและระดับสากล ในการร่วมกันลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มากขึ้น การแสวงหาทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง อาทิ การสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Station PluZ) ทั่วประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลง (Low Carbon Product and services) อีกทั้งมีแผนรับรองสำหรับเตรียมการต่อความเสี่ยงด้านกายภาพและด้านการเปลี่ยนผ่านที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งหมดนี้เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของ OR ในการขยายการเติบโตของธุรกิจ พร้อมกับการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ OR ให้เป็นที่ดึงดูดนักลงทุนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและต้องการที่จะสนับสนุนธุรกิจอย่างยั่งยืน

กลยุทธ์การดำเนินงาน

            OR จัดทำกลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Strategy) เป็นไปตาม 3Rs Climate Strategy ได้แก่ Reduce Remove และ Reinforce รวมถึงกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อให้เกิดการผลักดันและกำกับดูแลการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งครอบคลุมกระบวนการวิเคราะห์ภายใต้สมมติฐานต่าง ๆ (Climate Scenario Analysis)
            แนวทางของ Task Force on Climate-related Financial Disclosure (TCFD) และเพื่อทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งทางกายภาพ (Physical Risk) และความเสี่ยงระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) ไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) โดยอ้างอิงแนวทางตามหลักการกำหนดเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์หรือ Science-Based Target (SBT)

รูปภาพ 3Rs Strategy

2. เป้าหมายระยะยาว

3. โครงการและผลการดำเนินงานที่โดดเด่น

Reduce Own Greenhouse Gas Emissions ขยับสู่เป้าหมาย OR Net Zero จากการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเอง
Solar Panel
              OR ได้ผลักดันการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ภายในสถานประกอบการของ OR เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop พื้นที่ PTT Station กลุ่มโรงงานธุรกิจไลฟ์สไตล์ (OASYS) คลังปิโตรเลียม คลังน้ำมัน คลังก๊าซ ศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์หล่อลื่น (LubeDC) ร้าน Café Amazon โรงซ่อมบำรุงถังก๊าซหุงต้ม และกลุ่มอาคารสำนักงาน เป็นต้น โดยปัจจุบันปี 2568 มีโครงการจำนวนสะสม 438 พื้นที่ และมีแผนที่จะขยายไปยังพื้นที่หรือสาขาอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง
              นอกจากการติดตั้ง Solar Rooftop ภายในสถานประกอบการของ OR เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนแล้ว OR ยังสนับสนุนและส่งเสริมให้คู่ค้า (Dealer) ของ PTT Station รวมถึงลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นการช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 อีกด้วย โดยปัจจุบันมีผลการดำเนินงาน ดังนี้

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

Remove Residual Greenhouse Gas Emissions ขจัดก๊าซเรือนกระจกโดยสนับสนุนกิจกรรมการกักเก็บ
โครงการปลูกป่า 10,000 ไร่ ของ OR
              OR มุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 ไปพร้อมกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีการตั้งเป้าหมายพื้นที่ในการปลูกป่าเพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ให้ครอบคลุม 10,000 ไร่ ในปี 2573 ภายใต้ความร่วมมือกับกรมป่าไม้ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ปัจจุบันในปี 2568 ได้ดำเนินการปลูกและบำรุงรักษาป่าแล้วรวมพื้นที่ 1,500 ไร่ โดยมีพื้นที่ 280 ไร่ ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วเสร็จ ซึ่งสามารถนำมาใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้
              นอกจากนี้ยังดำเนินโครงการบำรุงรักษาป่าชุมชน ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง โดยจะเป็นการสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ดำเนินการดูแลและรักษาป่าชุมชน รวมพื้นที่ 8,100 ไร่ กระจายอยู่ใน 4 จังหวัด ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย อำนาจเจริญ และยโสธร ซึ่งปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้รับจากโครงการนี้ จะนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ OR ต่อไป

Reinforce Green Portfolio of Business and Investment ขยายสัดส่วนธุรกิจและการลงทุนธุรกิจสีเขียวหรือคาร์บอนต่ำ
PTT Station Flagship วิภาวดีรังสิต 62 ใช้แนวคิด “Green” เพื่อให้เป็นสถานีต้นแบบในอนาคตของ Green Station ที่แสดงตัวตนผ่าน Ecosystem เครือข่ายธุรกิจของ OR
              หนึ่งจุดเด่นที่สำคัญทางด้าน G-GREEN คือ การเป็นพื้นที่นำร่องในด้านการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในสถานีบริการ ผ่านการใช้พลังงานทางเลือกจากแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงถึง 584 กิโลวัตต์สูงสุด (kWp) พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System หรือ BESS) ด้วยความจุ 160 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ที่ทำให้ PTT Station สามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้สูงที่สุด ซึ่งเป็นความร่วมมือในการพัฒนาระหว่าง OR และ Nuovo Plus ประกอบกับการซื้อพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการใช้เอกสารสิทธิ์ เพื่อยืนยันการใช้พลังงานหมุนเวียนหรือ REC (Renewable Energy Certificate) ให้ครอบคลุมและมั่นใจว่าพลังงานที่ใช้ในสถานีบริการเป็นพลังงานหมุนเวียน 100%
              นอกจากนี้ ร้าน Café Amazon ในสถานีบริการได้มีการออกแบบรูปแบบร้านให้มีการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในหลากหลายมิติ ส่งผลให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ระดับ Gold
              นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินงานอื่น ๆ ที่สำคัญ เพื่อช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 3) ภายในพื้นที่ PTT Station Flagship วิภาวดีรังสิต 62 ได้แก่ การจัดการของเสียครบวงจร โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เศรษฐกิจหมุนเวียน อีกทั้งยังมีการลงทุนติดตั้งระบบรีไซเคิลน้ำทิ้งแบบ Ultra Filtration ที่ไม่มีการใช้สารเคมี โดยน้ำที่ผ่านระบบรีไซเคิลนั้นจะผ่านมาตรฐานของ US EPA ซึ่งเป็นน้ำที่สามารถใช้รดน้ำต้นไม้ได้ เป็นต้น
              ภาพรวมของธุรกิจอื่น ๆ เพิ่มเติมในสถานี PTT Station Flagship วิภาวดีรังสิต 62 มีการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน เช่น การติดตั้ง EV Station PluZ สร้างต้นแบบนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนประเทศไทยให้เปลี่ยนผ่านสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

โครงการ Green EV
              ในปี 2568 OR ดำเนินโครงการไฟฟ้าสีเขียว คือการให้บริการ EV Charging Station ที่จ่ายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด 100% และดำเนินการโครงการต้นแบบที่ PTT Station สาขาวิภาวดีรังสิต 62 ซึ่งจะเป็นการเข้าร่วมโครงการอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวที่ไม่ระบุแหล่งที่มาหรือ Utility Green Tariff (UGT) กับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทย

โครงการความร่วมมือ Green Logistics
            OR ปรับกระบวนการขนส่งเมล็ดกาแฟ Café Amazon โดยการทดลองระบบการขนส่งสินค้าระยะไกล (Long-haul transportation) ด้วย EV Truck เป็นเจ้าแรกของประเทศไทย เพื่อขนส่งเมล็ดกาแฟดิบจากต้นทางที่โกดังเก็บเมล็ดกาแฟของ OR อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ มายังปลายทางที่โกดังเก็บเมล็ดกาแฟที่ศูนย์ธุรกิจไลฟ์สไตล์คาเฟ่อเมซอน (OASYS) อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี และความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ โดยใช้เครือข่ายสถานีชาร์จ EV Station PluZ ของ OR ในเส้นทาง “Green Coffee Bean Route” เป็นจุดพักเพื่อชาร์จไฟของรถขนส่ง โดยได้มีการลงนามความร่วมมือกับ WICE เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในกิจกรรมการขนส่งสินค้า ตลอดจนช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างต้นแบบของการนำห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจสู่ความเป็น Green ทั้งระบบนิเวศน์ของ OR และการพัฒนา Ecosystem ของกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
            นอกจากนี้ OR ยังมีการปรับกระบวนการขนส่งเบเกอรี่จากโรงงานไปยังร้าน Café Amazon ในภาคกลาง และภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ ให้เป็นการขนส่งแบบรักษ์โลกด้วย Green Logistics Solution โดยใช้นวัตกรรมขนส่งเย็นรูปแบบใหม่ที่ช่วยลดการใช้พลังงาน ภายใต้ความร่วมมือกับบมจ.เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ หรือ SCGJWD ตอบโจทย์การขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิทั่วประเทศ

โครงการความร่วมมือการพัฒนาและลงทุนผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)
              อุตสาหกรรมการบินเป็นภาคส่วนหนึ่งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และเผชิญความท้าทายในการลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน อ้างอิงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ดังนั้น การปรับเปลี่ยนน้ำมันเชื้อเพลิงจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ
              น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel: SAF เป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติทางเคมีที่คล้ายคลึงกับน้ำมันอากาศยานตามปกติ หรือน้ำมันเจ็ท โดย SAF สามารถผสมเข้าไปกับน้ำมันเจ็ทเพื่อให้ใช้ในเครื่องบินได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนหรือปรับปรุงเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการนำพลังงานสะอาดมาใช้ในอุตสาหกรรมการบิน
OR ในฐานะผู้นำตลาดในธุรกิจอากาศยานของไทยและเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงาน (Energy Solution) ได้มีการปรับตัวพร้อมเดินหน้ามุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน SAF ระดับประเทศและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งประกอบด้วยคลังน้ำมันอากาศยาน 7 แห่ง และสถานีเติมน้ำมันอากาศยานกว่า 12 แห่งทั่วประเทศ โดยทั้งหมดดำเนินงานภายใต้มาตรฐาน JIG Standard ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยในปี 2567 ได้มีการขอการรับรองจากมาตรฐานสากล International Sustainability & Carbon Certification (ISCC) ในส่วนที่เป็นการรับรอง ISCC EU เพื่อให้สามารถจำหน่าย SAF ได้ตามข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ในปี 2566 – 2567 ยังได้มีการทดสอบใช้ SAF สำหรับเที่ยวบินนำร่องซึ่งครอบคลุมสนามบินหลัก เมืองท่องเที่ยว และเที่ยวบินที่เดินทางต่างประเทศ ได้แก่ การบินไทย เส้นทางภูเก็ต–กรุงเทพฯ บางกอกแอร์เวย์ เส้นทางสมุย-กรุงเทพฯ และไทยเวียตเจ็ทแอร์ เส้นทางกรุงเทพฯ – ดานัง
              นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2567 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน OR ร่วมมือกับ GC เพื่อศึกษาโอกาสทางการตลาดและกลยุทธ์การขาย SAF และร่วมพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ยั่งยืนสำหรับผสม SAF โดยนำกระบวนการ Co-Processing มาใช้ในอุตสาหกรรมการบินเป็นครั้งแรก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง รองรับนโยบายการบังคับใช้ SAF และสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินที่ยั่งยืนของประเทศไทย ปัจจุบันได้รับการรับรอง ISCC CORSIA (Trader with Storage)
              โดยในปี 2568 OR ร่วมกับบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LOI) ความร่วมมือในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuels : SAF) โดยเป็นการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ที่ผลิตโดยผู้ผลิตจากโรงกลั่นในในประเทศไทยเป็นครั้งแรก

OR ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products : CFP) และฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint Reduction: CFR)
                ในปี 2567 OR ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) จำนวน 12 รายการ และ ฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint Reduction label: CFR) หรือ “ฉลากลดโลกร้อน” จำนวน 3 รายการ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO) การได้รับการรับรองครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ OR ในการดำเนินการตามแนวคิด OR SDG โดยเฉพาะด้าน G – GREEN โอกาสเพื่อสังคมสะอาด ที่มุ่งผลักดันให้ธุรกิจทุกประเภทของ OR เป็นธุรกิจสีเขียว โดยผลิตภัณฑ์ Café Amazon ที่ได้รับการรับรอง CFP ครอบคลุมทั้งเครื่องดื่ม Iced Black Coffee กาแฟคั่วเต็มเมล็ด กาแฟดริปและดริปแต่งกลิ่น และกาแฟแคปซูลและแคปซูลแต่งกลิ่น รวมทั้งสิ้น 12 รายการ นอกจากนี้ ยังมี 3 ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าร้อยละ 2 จากปีฐาน ตามเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมาย CFR จนได้รับเครื่องหมายดังกล่าว ได้แก่ Café Amazon Drip Coffee Signature, Café Amazon Coffee Capsule Amazon Signature และ Café Amazon Coffee Capsule Amazon Selected ซึ่งทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์นี้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าร้อยละ 13 สำหรับกาแฟดริปและมากกว่าร้อยละ 30 สำหรับกาแฟแคปซูลตามลำดับ

            โดยในปี 2568 OR ยังคงมุ่งมั่นและให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจสีเขียว จึงได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) เพิ่มเติมสำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มน้ำมันดีเซล เบนซิน น้ำมันอากาศยาน และน้ำมันเตา จำนวนทั้งสิ้น 20 ผลิตภัณฑ์ โดยดำเนินการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ขอบเขตการประเมินตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบไปจนถึงลูกค้าอุตสาหกรรม (B2B) และลูกค้ารายย่อย (B2C) ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดเฉพาะของกลุ่มผลิตภัณฑ์นั้น (PCR) ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลที่ได้จากการดำเนินการจะทำให้ OR สามารถนำไปปรับปรุงและพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์ของ OR มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น

โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
              นอกจากนี้ OR ยังมีการจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยในปี 2568 มีการดำเนินการขึ้นทะเบียนสะสมทั้งหมด 4 โครงการ โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

3. โครงการและผลการดำเนินงานที่โดดเด่น

1. OR รับรางวัล “โครงการรับรองคาร์บอนเครดิต ปี 2568” ประเภทพลังงานทดแทน โดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
                ในปี 2568 OR ได้รับรางวัล 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ T-VER Solar (Phase I): การติดตั้ง Solar Rooftop ในหลายพื้นที่ของ OR เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าจากฟอสซิล โดยได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิด 3,518 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า (ครั้งที่1) และ โครงการ T-VER Biofuel: การส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ (B10,B20, E20,E85) ทดแทนเชื้อเพลิงพื้นฐานในสถานี PTT Stotion ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิด 1,045 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า (ครั้งที่1)
                ซึ่งทั้งสองโครงการนับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่งมั่นของ OR ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในภาคการผลิดและการใช่พลังงานของผู้บริโภค สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาธุรกิจที่สร้างสมดุล เศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม และสนับสนุนพันธกิจของประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero

2. OR รับรางวัล “Climate Action Awards” โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
                 OR ได้รับรางวัล Climate Action Award ระดับ Climate Action Excellence จากสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Institute: CCI) ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุด ตอกย้ำการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้าน Climate Action และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของภาคอุตสาหกรรมไทยในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)
                 รางวัลนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจและสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ OR ที่จะดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อยกระดับประเทศไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ตอบสนองนโยบายของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน

3. OR รับรางวัลผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้ สาขาการฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้
            OR รับรางวัลผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้ สาขาการฟื้นฟู และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ OR ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรป้าไม้ของประเทศ รวมถึงการช่วยเหลือ สนับสนุน การทำงานในการกิจต่าง ๆ ของงานราชการป่าไม้จนเกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม เพื่อรักษาไว้ซึ่งความอดมสมบูรณ์ของผืนป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืนและเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย
            ทั้งนี้ OR มีแผนการดำเนินงานโครงการปลูกป่าร่วมกับกรมป่าไม้ 1,900 ไร่ โดยปัจจุบันได้ดำเนินการปลูกและบำรุงรักษาษาป่าบนพื้นที่ 1,500 ไร่ ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 800 ตันคาร์บอนไดอออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ความสำเร็จและความมุ่งมั่นดังกล่าวของ OR สอดคล้องกับเป้าหมายในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (HEALTHY ENVIRONMENT) และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO)

ร่วมงานกับเรา